ช่องทางด่วนติดต่อเรา

   รับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
 ติดต่อไลน์ไอดี (@wslnw)

เพิ่มเพื่อน

ถั่วดาวอินคา มีโอเมก้า 3 6 9 จริงหรือ..??



.


รับข่าวสารและโปรโมชั่นจากเรา
รู้จักโอเมก้า 3 6 9
โดย : admin | เมื่อ : 2016-04-25 17:59 | เข้าชม : 935
รู้จักโอเมก้า 3 6 9

รู้จักโอเมก้า 3 6 9

     กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 6 และ 9 จัดเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากร่างกายสร้างเองไม่ได้ และพบในน้ำมันทั่วไปได้น้อยมาก หากขาดจะทำให้ร่างกายขาดความสมดุล รวมทั้งมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการต่างๆ ดังนั้นร่างกายจึงต้องได้รับกรดไขมันจำเป็นเหล่านี้ เข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการ กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 และ 6 จัดเป็นสารตั้งต้นของ Prostaglandins ในร่างกายซึ่งมีผลต่อระบบการทำงานต่างๆ ภายในร่างกาย เช่น ระบบการไหลเวียนของเลือดและหัวใจ (LINOLEIC ACID), ระบบการขนส่งสารผ่านเส้นเลือด , กลไกการแข็งตัวของเลือด, การส่งผ่านของสารสื่อประสาท, กระบวนการเมทาบอลิซึมของไขมัน, กลไกการอักเสบ  และระบบภูมิคุ้มกันดังนั้นจึงมีผลช่วยควบคุมอาการของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น อาการอักเสบและโรคไขข้ออักเสบ,โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น


     การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันกลุ่ม   โอเมก้า 3 และ 6 ทดแทนไขมันอิ่มตัวจะไม่เพิ่มระดับไขมันในร่างกาย ส่วนกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 9 มีคุณสมบัติคล้าย โอเมก้า 3 และ 6 รวมทั้งยังช่วยเสริมฤทธิ์ของสารทั้งสองตัวให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น


     นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 9 ทดแทนไขมันอิ่มตัวจะช่วยลดระดับ LDL Cholesterol ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบได้


จากงานวิจัยหลายๆสถาบันพบว่า ถั่วดาวอินคาเป็นพืชที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงมาก เพราะอุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็น มีวิตามิน A และ E อีกทั้งมีกรดไขมันโอเมก้า 3 6 และ 9 ในปริมาณที่สูงมาก (ปกติเราจะพบพบมากในปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาแม็คเคอเรล ปลาทูน่า) แต่ครั้งนี้ถือเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่สำหรับ โอเมก้า 3 6 และ 9 ที่อยู่บนพื้นดิน จากถั่วดาวอินคา ซึ้งมีปริมาณที่สูงมากสูงมากอีกด้วย

งานวิจัยใหม่ที่เน้นประโยชน์ต่อสุขภาพของกรดไขมันโอเมก้า, ให้ความสนใจในแหล่งที่ยั่งยืนของโอเมก้าเพิ่มขึ้น น้ำมัน ถั่วดาวอินคาถูกนำมาใช้ในอาหารมังสวิรัติเพราะเพื่อให้ได้มากรดไขมันโอเมก้า 3 

ประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำมันจากถั่วดาวอินคา
  1.ช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอลHDL
  2.ป้องกันการแข็งตัวของเลือด โดยการรักษาระดับไขมันอิ่มตัวในกระแสเลือด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและความดันเลือดสูง
  3.ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์และป้องกันความดันโลหิตสูง
  4.ในโรคเบาหวาน / ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดอาการซึมเศร้า / สุขภาพจิตแจ่มใส
  5.รักษาความลื่นไหลและความแข็งแกร่งของเยื่อหุ้มเซลล์
  6.ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดโรคไขข้อ
  7.ช่วยดูแลโรคผิวหนัง หอบหืด  แผล ไมเกรน  ต้อหิน
  8.มีสารต้านอนุมูลอิสระ  ควบคุมความดันตาและเส้นเลือด
  9.การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันหน้าที่เป็นสื่อกลางขนส่งออกซิเจนเครือข่ายจากเซลล์ของเลือดไปยังเนื้อเยื่อของไตทำงานให้เหมาะสม

 น้ำมันจากเมล็ดถั่วดาวอินคา ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติสำหรับรสชาติและคุณสมบัติทางด้านสุขภาพ ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในเดือนมิถุนายนปี 2007 น้ำมันถั่วดาวอินคา ได้รับรางวัล Medaille Award (รางวัลเหรียญทอง) ในการแข่งขันอาหารพิเศษสินค้าโภคภัณฑ์ AVPA (กระบวนการสกัดนวัตกรรมเทคโนโลยี)

หลังจากที่เราได้ทราบกันแล้วว่าถั่วดาวอินคามีโอเมก้า 3 6 และ 9 ในปริมาณที่สูงแล้ว เรามาทำความรู้จักกับ โอเมก้า 3 6 9 กันว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง และทำไม่มีการพูดถึงกันมากในวงการสุขภาพ

โอเมก้า 3 (Omega 3)
พบมากในปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน และปลาแมคเคอเรล ซึ่งมีไขมันที่เรียกว่า Fish Oil (น้ำมันปลา ไม่ใช่น้ำมันตับปลา) และพบในพืชบางชนิด เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน

ร่างกายของเราต้องการกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acid) 2 ชนิด กรดไขมันกลุ่ม Omega-3 เป็นหนึ่งในกรดไขมันที่ร่างกายมนุษย์ขาดไม่ได้ สาระสำคัญที่อยู่ในกลุ่ม Omega-3 แบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ คือ EPA และ DHA ซึ่งร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้

กลไกของกรดไขมัน omega-3 ในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดมีอยู่หลายประการ เช่น EPA จะเป็นสารตั้งต้นในการ สร้าง eicosanoids โดยเฉพาะอย่างยิ่ง series-3 prostaglandins และseries-5 leucotriene (LTB-5) ซึ่งสารหลาย ๆ ตัวในกลุ่มดังกล่าวจะช่วยลดการจับตัวกันของเกล็ดเลือดทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ ช้าลง จึงช่วยลดความเสี่ยงของอันตรายจากโรคหัวใจและ หลอดเลือด นอกจากนี้กรดไขมัน omega-3 ยังช่วยเพิ่มความลื่นไหลของผนังเซลล์ อาจจะมีผลช่วยสาร Endothelium สารEndothelium Derived Releasing Factor (EDRF) ในการลดความดันโลหิต และลดการสร้าง Triacylglycerols และ triglycerides ในตับส่งผลให้ cholesterol และ lipoprotein LDL ลดลง

ในกรณีของโรคข้ออักเสบ พบว่า EPA ลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ เนื่องจากปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในกระบวนการที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ได้แก่ series-4 leucotriene (LTB-4) ซึ่งเนื้อเยื่อในร่างกายสามารถสร้างได้จากกรดไขมัน omega-6 แต่ถ้าเป็นกรดไขมัน omega-3 หรือ EPA แล้วร่างกายจะสร้างเป็น LTB-5 แทน ซึ่งไม่มีผลร้ายต่อร่างกาย

EPA จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ การสังเคราะห์ prostaglandin และลดการหลั่ง serotoninของเกร็ดเลือด ทำให้การรวมกลุ่มของเกร็ดเลือดลดลง ในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมองดังนั้นการให้ EPA จะสามารถลดอาการของไมเกรนลงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามการใช้กรดไขมัน omega-3อาจจะมีปัญหาในผู้ที่ป่วยด้วยโรคบางประเภท เช่น ในกรณีของผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งinsulin (NIDDM) พบว่าอาจจะทำให้การ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทำไม่ได้ เนื่องจากเชื่อว่าจะเกิด
glycerol จากการย่อยสลายน้ำมันปลาผ่านเข้าสู่กระบวนการสร้าง glucose (gluconeogenesis) มากขึ้นระดับ glucose จึงสูงขึ้นถึงระดับที่ควบคุมไม่ได้

ในด้านพัฒนาการของร่างกายมีราย งานว่าพบกรดไขมัน DHA สะสมอยู่มากที่บริเวณสมองและเรตินาของดวงตา และยังพบว่าในน้ำนมมารดาก็มี DHA สูงเช่นกัน จึงเชื่อว่า DHA จะมีผลต่อการพัฒนาของสมองและการมองเห็นของทารก จึงมีข้อแนะนำให้เสริม DHA ในนมสูตรที่ใช้เลี้ยงทารกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า DHA อาจจะช่วยแก้โรคความจำเสื่อมชนิด Alzeimer s disease ได้และยังจะลดอาการซึมเศร้าในคนชราที่มี cholesterol ต่ำด้วย

ประโยชน์ ของ Omega3
1.ลดการเกิดลิ่มเลือดในเลือด
2.ช่วยควบคุมไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด
3.ช่วยควบคุมความดันโลหิต
4.ช่วยควบคุมอาการอักเสบ ปวด บวม อาการปวดข้อรูมาตอยด์
5.ป้องกันการอักเสบของอวัยวะต่างๆ และโรคผิวหนังบางชนิด
6.ลดความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดอุดตันเฉียบพลัน
7.ลดความหนืดของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น
8.มีกรดไขมัน DHA ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองและเรตินาของดวงตา


โอเมก้า 6 (Omega 6)
เราสามารถพบได้ในน้ำมันพืชและถั่วชนิดต่างๆ ในขณะที่กรดโอเมก้า-3 นั้นจะพบได้ในปลาต่างๆ เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า และในกรดโอเมก้า-6 นั้นยังมีกรดไขมันแบบไม่อิ่มตัวหรือ Polyunsaturated fatty acids (PUFA) ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย การทำงานของสมองและหัวใจ
กรดโอเมก้า-6 นั้น ร่างกายของคนเราไม่สามารถผลิตไขมันไม่อิ่มตัวเหล่านี้ขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องรับจากอาหาร นักวิจัยแนะนำว่า เมื่อประกอบอาหารเราจึงควรใช้ไขมันแบบไม่อิ่มตัวทดแทนไขมันอิ่มตัวซึ่งเป็น ไขมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันหมู เนย ครีม เป็นต้น

ผลงานการวิจัยในครั้งนี้ถูกเปิดเผยโดย Dr.William Harris เผยแพร่ในวารสาร Journal of the American Heart Association กล่าวว่า การได้รับปริมาณกรดโอเมก้า-6 นั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละเพศ วัย อายุ และลักษณะกิจกรรมที่ทำ แต่โดยมากจะอยู่ที่ระหว่าง 12-22 กรัมต่อวัน แต่จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดของการวิจัยนี้ก็เพื่อที่จะออกมาบอกให้คนรับ ทราบว่า การเพิ่มอาหารที่มีโอเมก้า-6 เข้าไปในอาหารที่เรารับประทานเป็นประจำนั้น สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างง่ายดาย แต่จากกลุ่มตัวอย่างที่ร่วมการทดลอง พิสูจน์ให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างที่รับประทานอาหารโอเมก้า-6 นั้น เป็นโรคหัวใจในระดับที่ต่ำกว่า และตัวเลขแสดงจำนวนครั้งที่เกิดหัวใจวายต่ำกว่า ส่วนในการวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งก็พบว่า กลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจนั้นมีระดับกรดไขมันโอเมก้า-6 ในเลือดต่ำกว่าคนปกติที่มีสุขภาพดี

Dr.William Harris กล่าวว่า เมื่อเราหันมารับประทานอาหารที่มี โอเมก้า-6 แทนไขมันอิ่มตัว ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดจะลดลง และนี่เองที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภค โอเมก้า-6 มีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงกว่า

โอเมก้า 9 (Omega 9)
ถ้าจะกล่าวว่าการพบกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์ทั้ง 3 ชนิด คือ โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 และโอเมก้า 9 อยู่ด้วยกันในน้ำมันจมูกข้าวเป็นเรื่องอัศจรรย์ก็กล่าวได้เพราะพืชในโลกนี้ นับล้านๆ ชนิด จะหากรดไขมันทั้ง 3 ชนิดอยู่รวมกันน้อยมาก แต่สำหรับน้ำมันจมูกข้าวซึ่งสกัดจากจมูกข้าวและรำข้าวได้พบกรดไขมันทั้ง 3 ชนิดอยู่ด้วยกันในอัตรา 1:2:1 ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมสำหรับร่างกาย ดังนั้นการรับประทานน้ำมันจมูกข้าวจึงได้กรดไขมันที่สำคัญทั้ง 3 ชนิดอย่างเพียงพอ

สำหรับโอเมก้า 9 หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เลซิติน ที่พบในน้ำมันจมูกข้าว มีหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ลดคอเลสเตอรอลโดยรวม ทำให้เส้นเลือดไม่อุดตัน ไม่เป็นโรคหัวใจ บำรุงสมองช่วยให้ความจำดี ไม่เป็นโรคสมองเสื่อม ไม่เป็นโรคพากินสันส์ และเลซิตินยังช่วยลดความอ้วนได้ดีด้วย

กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 6 และ 9 จัดเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากร่างกายสร้างเองไม่ได้ และพบในน้ำมันทั่วไปได้น้อยมาก หากขาดจะทำให้ร่างกายขาดความสมดุล รวมทั้งมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการต่างๆ ดังนั้นร่างกายจึงต้องได้รับกรดไขมันจำเป็นเหล่านี้เข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการ กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3และ 6 จัดเป็นสารตั้งต้นของ prostaglandins ในร่างกายซึ่งมีผลต่อระบบการทำงานต่างๆ ภายในร่างกาย เช่น ระบบหลอดเลือดและหัวใจ, ระบบการขนส่งสารผ่านเส้นเลือด , กลไกการแข็งตัวของเลือด, การส่งผ่านของสารสื่อประสาท, กระบวนการเมทาบอลิซึมของไขมัน, กลไกการอักเสบ  และระบบภูมิคุ้มกันดังนั้นจึงมีผลช่วยควบคุมอาการของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น อาการอักเสบและโรคไขข้ออักเสบ,โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันกลุ่ม       โอเมก้า 3และ 6 ทดแทนไขมันอิ่มตัวจะไม่เพิ่มระดับไขมันในร่างกาย ส่วนกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 9 มีคุณสมบัติคล้าย โอเมก้า-3 และ 6 รวมทั้งยังช่วยเสริมฤทธิ์ของสารทั้งสองตัวให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 9 ทดแทนไขมันอิ่มตัวจะช่วยลดระดับ LDL cholesterol ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบได้
 
     ในสภาวะปกติจะมีสมดุลที่เหมาะสมระหว่างโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ในอาหาร เนื่องจากทั้งสองสารจะทำงานไปด้วยกันเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่ปกติ หากมีความไม่สมดุลระหว่างกรดไขมันจำเป็นทั้ง 2 ชนิด จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ขึ้นมาได้

ประโยชน์โอเมก้า 3-6-9
- ช่วยการไหลเวียนของเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ หัวใจพิบัติ และความดันสูง โดยการลดการแข็งตัวของเลือด ลดการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดทำให้หลอดเลือดที่หัวใจเป็นปกติ ลดอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูง สร้างสารที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัวได้ดี
- ใช้เพื่อลดน้ำหนัก กำจัดไขมัน และคลอเรสเตอรอล ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ โอเมก้า 3-6-9 จะช่วยลดการดูดซึมไขมันอิ่มตัวที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับไขมันที่ไม่ดีน้อยลง รวมทั้งสามารถกำจัดไขมันที่ไม่ดีในร่างกายออกไปด้วย
- รักษาโรคสะเก็ดเงิน บำรุงผิวพรรณบำรุงเส้นผม รักษาอาการแห้งเสียแตกปลาย รังแคและบำรุงเล็บเพราะโอเมก้า 3-6-9 สามารถรักษาโครงสร้างของเซลล์และทำหน้าที่เยื่อบุเซลล์ให้มีสุขภาพดี ป้องกันการสูญเสียความชื้นจากผิวหนัง ควบคุมการผลัดเซลล์หนังศีรษะซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดรังแค รวมทั้งสามารถป้องกันและรักษาผิวไหม้จากแสงแดด โดยโอเมก้า 3-6-9 จะช่วยลดความเสียหายจากรังสีอัลตราไวโอเลต ฟื้นฟูสภาพผิว ลดการอักเสบผิว บรรเทาอาการคันและผื่นของผิวหนังโดยการเป็นสารตั้งต้นของการสร้าง eicosanoids ที่ช่วยลดการอักเสบ
- บำรุงสายตา สมอง ความจำ ต้านอาการซึมเศร้า ป้องกันระบบประสาทเสื่อม และอัลไซเมอร์ โอเมก้า 3-6-9 เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์ประสาท สมอง และเรตินา รวมทั้งจัดเป็นสารที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมองของเด็กทารกและยังช่วยควบคุมการทำงานของสมองในผู้ใหญ่ เนื่องจากดีเอชเอไปมีผลกระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทที่ถูกทำลายไป ส่วนอีพีเอช่วยลดการแข็งตัวของเยื้อหุ้มเม็ดเลือดแดง ทำให้สมองได้รับออกซิเจนมากขึ้น
- รักษาอาการที่เกี่ยวกับการมีประจำเดือน บรรเทาอาการอ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดบวมข้ออักเสบรูมาตอยด์ ลดอาการปวดหลัง จากการวิจัยพบว่าโอเมก้า 3-6-9 ในปริมาณที่พอดีจะช่วยให้ ผู้ป่วยสามารถลดการใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเทียรอยด์ลงได้
 -ลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง ลดการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาทิ ไขข้ออักเสบ

โอเมก้า  3-6-9
-กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า - 3 เป็นหนึ่งในกลุ่มกรดไขมัน ที่ร่างกายมนุษย์ขาดไม่ได้แบ่งได้เป็นสองชนิดใหญ่ ได้แก่พวก EPA (EICOSAPANTAENOIC ACID) และ DHA (DOCOSAHEXANOIC ACID) และยังมีกรดไลโนเลิอิก (LINOLEIC ACID) พบมากในปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาแม็คเคอเรล ปลาทูน่า หรือปลาน้ำจืดบางชนิด มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของสมอง ตับ และระบบประสาทเกี่ยวกับการพัฒนาเรียนรู้ รวมทั้งเกี่ยวกับเรตินาในการมองเห็น

-กรดไขมันโอเมก้า- 6 ได้แก่ กรดลิโนเลอิก (Linoleic acid=LA)พบมากในน้ำมันพืช ถั่วเหลือง ทานตะวัน คาโนล่า และถั่วชนิดต่างๆมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายการทำงานของสมองและหัวใจ และที่สำคัญร่างกายคนเราไม่สามารถผลิตกรดไขมันชนิดนี้ได้เอง

-กรดไขมันโอเมก้า- 9 ได้แก่ กรดโอเลอิก (Oleic acid)
พบมากในน้ำมันมะกอก มีบทบาทสำคัญช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และสามารถเปลี่ยนเป็นกรดโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ได้เมื่อร่างกายเกิดภาวะขาดแคลน

-ปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน
สมาคมโรคหัวใจ USA แนะนำให้กินปลาสัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ครั้ง 
WHO แนะนำให้กิน 0.3-0.5 กรัมของ EPA + DHA และ 0.8-1.1 กรัมของ ALA

-ผลข้างเคียงที่อาจได้รับจากการรับประทานเกินขนาดที่กำหนด
1. การเกิดเลือดออก
น้ำมันปลา สามารถลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด(เป็นผลดีในกรณีโรคหัวใจ) ทำให้หากเกิดบาดแผล ก็จะหายได้ยากขึ้น และเกิดเลือดออกได้มากขึ้น การได้รับ omega-3 มากๆ เช่น มากเกิน 3 กรัม/วัน จะมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดหลอดเลือดสมองแตกได้ และการทานในขนาดที่มากขึ้น อาจทำให้เกิดเลือดกำเดาหรือมีเลือดออกปนกับปัสสาวะได้
2. ความดันโลหิตลดลง
อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น การใช้ควรระวังในคนที่มีภาวะความดันต่ำอยู่แล้ว หรือในคนที่กินยาลดความดัน อาจทำให้เกิดภาวะความดันต่ำได้
3. การได้รับสารพิษที่ตกค้างในปลา
ในปัจจุบัน พบว่ามีสารพิษตกค้างในปลาบางชนิด เช่น Dioxin, Methylmercury และ polychlorinated biphenyl ควรเลือกผลิตภันฑ์ที่ได้มาตรฐานและได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หมายเหตุ:
           1.เด็กและสตรีมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อป้องกันอันตรายและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
               2.อาหารเสริมในปริมาณที่เหมาะสมของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุ น้ำหนักตัว สุขภาพ 
              อาหารที่ทาน และกิจวัตรประจำวันของแต่ละบุคคล (โดยปกติแล้ว รับประทานไม่เกิน 1 เม็ด/วัน สำหรับ
             ขนาด 500-1000 mg. พร้อมอาหารเช้าที่มีไขมันเล็กน้อย)

     ดังนั้น ร่างกายจึงควรได้รับสารอาหารในปริมาณที่เหมาะสมและครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงการออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้นอีกด้วย